เบื้องหลังแพะ FOREX

Published on June 21, 2023

เบื้องหลังแพะ FOREX และ รู้เท่าทันมิจฉาชีพในการลงทุน โดย มาร์ค วงศ์สุวรรณ


 

ในยุคที่วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ถาโถม ทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงวิกฤตยูเครน ส่งผลให้เกิดภาวะความตึงเครียดทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก ทำให้ผู้คนเกิดความกังวลใจในการใช้ชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตว่าจะมีความมั่นคงเพียงใด หลายคนเริ่มสนใจการเทรด เพื่อหาเงินเพิ่มขึ้น ชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป และนั่นยิ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของ Money Management มากขึ้น

ทำไมฟอเร็กซ์ถึงน่าสนใจ

หนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบันก็คือ “ฟอเร็กซ์” (Forex) ตลาดที่ทำการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งราคาจะแปรผันตามดีมานด์และซัพพลายของแต่ละสกุลเงิน โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ สภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการประกาศตัวเลขสำคัญ ๆ

ปัจจุบันภาพรวมตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลกมีปริมาณการซื้อขายทะลุ 100,000 ล้านบาทต่อวัน อยู่แล้ว แต่ละประเทศจะมีข้อกฎหมายเพื่อป้องกันการโจมตีค่าเงิน เพื่อถ่วงดุลค่าเงิน หากมีประเทศอื่น ๆ มาลงทุนในประเทศนั้นจะต้องลงทุนเป็นสกุลเงินของประเทศนั้น ด้วยเหตุนี้จึงมี Forex Exchange แต่ละวันจะถูกเก็บข้อมูลจากทั่วโลก รวบรวมโดยสำนักงานข่าวบลูมเบิร์ก และจะประกาศให้ทราบต่อวัน ทำให้ตลาดมีปริมาณที่ใหญ่ และทำให้ทุกคนต่างให้ความสนใจ

ฉวยโอกาส สู่ ความพังตลาดฟอเร็กซ์ในไทย

สำหรับในไทยไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐมากำกับโดยตรง เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดความเสียหายเลยไม่รู้จะร้องเรียนใคร เลยมีมิจฉาชีพ ฉวยโอกาสนำฟอเร็กซ์มาเป็นเครื่องมือในการหลอกล่อ เพราะในต่างประเทศมีกฎหมายควบคุมชัดเจน เพื่อป้องกันกฎหมายฟอกเงิน แต่ในไทยมีมิจฉาชีพเอาเงินใหม่ มาจ่ายเงินเก่า เหมือนแชร์ลูกโซ่แบบดิจิทัล โดยที่ตัวฟอเร็กซ์เองไม่ได้ผิดอะไรเลย ในไทยจึงมีความเสียหายเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดมูลค่าความเสียหายทะลุ 100,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องการเทรดฟอเร็กซ์อย่างถูกต้องแต่ยังขาดความรู้ และ ขาดมืออาชีพมาดูแล

ฟอเร็กซ์ต่างจากการพนัน ตรงที่การพนันมี พรบ. การพนันควบคุม เจ้าหน้าจึงมีอำนาจดำเนินคดีทันที หากมีความเกี่ยวข้อง แต่ฟอเร็กซ์ไม่มี ต้องมีผู้เสียหายร้องเรียนเสียก่อน คนเลยต้องไปแอบเทรด ไปหาโบรกเกอร์เอง มีเพียงแค่ห้ามชี้ชวนการลงทุน

ถึงเวลาล้างบาป “ฟอเร็กซ์” ไม่ใช่ผู้ร้าย

ก้าวแรกเพื่อให้ผู้คนมีความรู้และเข้าใจในฟอเร็กซ์ให้ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นผู้ร้ายหรือเป็นแพะรับบาป ดังนั้นภาคเอกชนควรร่วมมือกันจัดตั้งสมาคมฟอเร็กซ์แห่งประเทศไทยเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย โดยการช่วยเหลือที่ดีที่สุดคือให้ความรู้ โบรกเกอร์ที่ถูกต้องควรจะมีองค์ประกอบอย่างไร ตลาดที่ถูกต้องควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง การส่งสัญญาณที่ถูกต้องควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดหากได้รับความเสียหายควรจะไปร้องเรียนใคร

จากการสำรวจข้อมูลเมื่อปี 2016 พบว่ามีเทรดเดอร์ราว 500,000 ราย แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะเกิดความเสียหายดังกล่าว แต่จำนวนเทรดเดอร์กลับไม่ได้ลดลง เพราะเมื่อเจ็บตัวจากการเอาเงินไปฝากคนอื่น เลยจำเป็นจะต้องเริ่มหาความรู้ใส่ตัวมากขึ้น ปัจจุบันประเมินว่ามีเทรดเดอร์ในไทยราว 2 ล้านราย นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ทีมงานของภาครัฐจะต้องมากำกับดูแลอาจจะเป็นแบงก์ชาติ กลต. หรือกระทรวงการคลัง เพราะมูลค่าความเสียหายมหาศาล

คนเหล่านี้ไม่ได้เสียหายจากผลิตภัณฑ์ฟอเร็กซ์ แต่เสียหายจากการที่นำเอาฟอเร็กซ์ไปหลอกลวงคนอื่นว่าจะเอาเงินเขาไปเทรดฟอเร็กซ์ แล้วเอากำไรมาแบ่งกันนะ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วไม่ได้เอาไปเทรด แต่เอาเงินคนใหม่ไปวนจ่ายคนเก่า วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นงูกินหางแบบนั้น พอไปต่อไม่ได้ ก็ล้ม ล้มแล้วก็โทษฟอเร็กซ์ โบรกเกอร์ เป็นเพียงผู้ให้บริการที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการให้บริการเท่านั้น เทรดเดอร์ได้-เสียโดยตรงจากตลาด

สร้างชุมชนคุณภาพ ปั้นเทรดเดอร์ไทยเลือดใหม่

จากการที่ปัจจุบันตลาดฟอเร็กซ์มีการแข่งขันที่สูง มีเทรดเดอร์แบบ Full-time จำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งเทรดเป็นอาชีพ เราพยายามจะสร้างชุมชนเพื่อนำเทรดเดอร์เหล่านี้ที่เป็นตัวจริงเสียงจริงมารวมกัน เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ด้านการลงทุน สร้างสิทธิในการเข้าถึงโอกาสให้กับคนไทย ให้คนที่สนใจได้มองเห็นและเข้ามาศึกษาหาความรู้ เราไม่อยากให้เหตุการณ์ที่คนถูกหลอกโดยมิจฉาชีพที่เอาฟอเร็กซ์มาอ้างเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแล้ว ไม่อยากให้ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เอาเงินไปฝากคนอื่นแล้วรอเงินปันผล ทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นแชร์ลูกโซ่รูปแบบหนึ่ง

สำหรับความคืบหน้าในตอนนี้เรากำลังขยับทำทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ เพราะเราอยากให้ทุกคนรู้ว่าโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์จริง ๆ เป็นอย่างไร รวมถึงโบรกเกอร์อื่น ๆ ที่เทรดหุ้น หรือคริปโตเคอเรนซีด้วย สิ่งแรกที่ต้องมีคือความรับผิดชอบ เพราะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือ เพราะธุรกิจการเงิน ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ ต้องแสดงตัวตนชัดเจน ผู้บริหารมีความรู้ความสามารถไหม ต้องมีไลเซ่นส์ชัดเจน

ยืนยันว่าทุกคนไม่จำเป็นต้องเทรดเก่ง แต่จำเป็นต้องเทรดเป็น เพราะนี่เป็นความรู้ที่ต้องมีติดตัว หากผิดพลาดก็ถือเป็นบทเรียน แล้วพัฒนาตัวเองให้เก่งได้ในอนาคต ซึ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเราที่ต้องการพัฒนาให้คนไทยมีองค์ความรู้ด้าน Money Management มากขึ้น เหมือนกับคนสิงคโปร์ ที่เด็กมัธยมคุยเรื่องการเทรด การเก็งกำไร ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว

สมาคมฟอเร็กซ์แห่งประเทศไทยที่เราเตรียมจะจัดตั้งขึ้นนี้ จะทำหน้าที่ตรวจสอบทั้งความรู้ที่ถูกต้อง คัดกรอง Provider และรวบรวมเทรดเดอร์ตัวจริงที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับนักลงทุนมือใหม่ และเมื่อทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องและก่อเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม ก็คาดว่าภาครัฐจะเล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการกำกับดูแลฟอเร็กซ์เสียที หากมีการเสียภาษีที่ถูกต้อง ก็จะทำให้ตลาดนี้เข้าสู่ระบบ และเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดัน GDP ประเทศไทยให้เติบโตต่อไปได้

เช่นเดียวกับโมเดลของประเทศไซปรัสที่น่าสนใจ จนถูกยกย่องให้เป็นเมืองหลวงของฟอเร็กซ์โลก ที่นั่นโบรกเกอร์มีไลเซ่นส์ที่ทำตลาดได้ทั่วโลก เหตุผลที่ทุกโบรกเกอร์ไปขึ้นที่ไซปรัสเพราะไม่เก็บภาษีเทรดเดอร์ แต่เก็บภาษีโบรกเกอร์แทน หมายความว่าหากเทรดเดอร์เทรดได้ 1 ล้านบาท จะไม่เก็บภาษีรายได้เทรดเดอร์เลย เทรดเดอร์ก็นำเงินไปจับจ่ายใช้สอยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนโบรเกอร์เสียภาษี 10% หากโมเดลนี้ถูกนำมาปรับใช้ที่บ้านเรา ด้วยจุดแข็งด้านการบริการ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่แข็งแกร่ง ก็มีโอกาสที่จะทำให้ตลาดโบรกเกอร์ในไทยเฟื่องฟู

บทความโดย มาร์ค วงศ์สุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอแอลพีเอฟเอ็กซ์ (ประเทศไทย) โบรกเกอร์ ระดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นจากการโบรกเกอร์ โซลูชั่น เจ้าแรกในเอเชียที่ป็นฟูลเซอร์วิส เซ็ทอัพ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะมาเปิดตลาดโบรเกอร์เองเมื่อปี 2019

มาร์คเกิดและเติบโตที่ฝรั่งเศส เมื่ออายุ 15 ปีย้ายไปเรียนสิงคโปร์ ด้วยระบบการเรียนนานาชาติฝรั่งเศส จากนั้นได้มีโอกาสมาอยู่ที่ประเทศไทย เพราะครอบครัวเดินทางมาทำธุรกิจในไทย ศึกษาต่อและจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ จบปริญญาโทด้าน Industrial Management ที่ University of Reading สนใจและศึกษาการลงทุนอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นอิสระทางการเงินเช่นเดียวกับคุณแม่ของเขาที่เป็นต้นแบบในการลงทุนและปล่อยให้เงินทำงาน ด้วยการเกษียณตั้งแต่อายุ 43 ปี

แหล่งที่มาภาพข่าว : brandbuffet

crossmenu